การสะสมต้นทุนแบบต่อเนื่องและการบันทึกบัญชีต้นทุนแบบต่อเนื่อง

การสะสมต้นทุนแบบต่อเนื่อง

 การสะสมต้นทุนโดยวิธีนี้กิจการจะเปิดบัญชีสินค้าคงเหลือ ซึ่งประกอบด้วยบัญชีวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งจะทำให้กิจการทราบการเคลื่อนไหวของสินค้าคงเหลือตลอดเวลาเพื่อให้ฝ่ายบริหารได้ข้อมูลในการวางแผนและควบคุม ตามวิธีนี้จะทำให้กิจการทราบจำนวนสินค้าคงเหลือตลอดเวลา และทราบต้นทุนสินค้าที่ขายโดยดูได้จากบัญชีแยกประเภทของบัญชีดังกล่าว

การบันทึกบัญชีต้นทุนแบบต่อเนื่อง

จะมีบัญชีที่แตกต่างกับการบันทึกบัญชีแบบสิ้นงวด ดังนี้

   1.  วัตถุดิบจะบันทึกในบัญชีวัตถุดิบแทนที่จะบันทึกบัญชีซื้อวัตถุดิบ และเมื่อมีการเบิกวัตถุดิบ ก็จะเครดิตออกจากบัญชีวัตถุดิบด้วย

2.ค่าแรงนั้นบันทึกเช่นเดียวกับการบันทึกแบบสิ้นงวด

3. ค่าใช้จ่ายการผลิต ตามวิธีนี้ค่าใช้จ่ายการผลิตที่เกิดขึ้นจะรวบรวมไว้ในบัญชีคุมค่าใช้จ่ายการผลิต จากนั้นต้องโอนไปบัญชีงานระหว่างทำ

4.บัญชีงานระหว่างทำจะเป็นบัญชีที่ทำหน้าที่รวบรวมต้นทุนการผลิตซึ่งประกอบด้วย วัตถุทางตรง ค่าแรงทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิต เมื่อผลิตภัณฑ์ผลิตเสร็จก็จะโอนไปบัญชีสินค้าสำเร็จรูปส่วนที่เหลืออยู่ก็เป็นงานระหว่างทำปลายงวด

5. บัญชีสินค้าสำเร็จรูป เป็นบัญชีที่บันทึกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเสร็จ เมื่อสินค้าผลิตเสร็จแต่ยังไม่ขาย บัญชีนี้จะเป็นบัญชีสินทรัพย์ และเมื่อขายสินค้าจะเดบิตต้นทุนสินค้าขาย และเครดิตบัญชีสินค้าสำเร็จรูป

 

การบันทึกบัญชีแบบต่อเนื่อง

 

1.  เมื่อซื้อวัตถุดิบ

เดบิต    วัตถุดิบ                                                        150,000

เครดิต เจ้าหนี้การค้า                                                                 150,000

2.  เมื่อเบิกวัตถุดิบไปใช้ในการผลิต

เดบิต    งานระหว่างทำ                                            100,000

ค่าใช้จ่ายการผลิต                                          62,000

เครดิต  วัตถุดิบ                                                                            162,000

                       

3.  ค่าแรงที่เกิดขึ้นในระหว่างงวด

เดบิต    ค่าแรง                                                          282,000

เครดิต  ค่าแรงค้างจ่าย                                                               282,000

               

กระจายค่าแรงไปเป็นค่าแรงทางตรงและค่าแรงทางอ้อม ดังนี้

เดบิต    งานระหว่างทำ                                            260,000

ค่าใช้จ่ายการผลิต                                        22,000

เครดิต  ค่าแรง                                                                                    282,000

                

4.  ค่าใช้จ่ายการผลิตต่างๆ

4.1  กรณีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จ่ายเป็นเงินสดหรือเงินเชื่อ บันทึกบัญชี ดังนี้

เดบิต    ค่าใช้จ่ายการผลิต                                            9,000

เครดิต  เงินสด                                                                                    9,000

                

4.2   กรณีค่าเสื่อมราคา บันทึกโดยการปรับปรุง ดังนี้

เดบิต    ค่าใช้จ่ายการผลิต                                          78,000

เครดิต    ค่าเสื่อมราคาสะสม-โรงงาน                                                78,000

                 

4.3   กรณีค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า

เดบิต    ค่าใช้จ่ายการผลิต                                            2,000

เครดิต  ค่าเบี้ยประกันจ่ายล่วงหน้า                                                        2,000

                

5.  โอนบัญชีค่าใช้จ่ายการผลิตเข้าบัญชีคุมงานระหว่างทำ

เดบิต    งานระหว่างทำ                                            173,000

เครดิต      ค่าใช้จ่ายการผลิต                                                 173,000

               

6.    โอนสินค้าที่ผลิตเสร็จเข้าบัญชีสินค้าสำเร็จรูป

เดบิต    สินค้าสำเร็จรูป                                            562,000

เครดิต    งานระหว่างทำ                                                                     562,000

               

7. บันทึกการขายสินค้า

เดบิต    ลูกหนี้/เงินสด                                            740,000

เครดิต   ขาย                                                                             740,000

เดบิต     ต้นทุนสินค้าขาย                                         532,000

เครดิต   สินค้าสำเร็จรูป                                                             532,000

             

 

     

การบันทึกบัญชีกรณีกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

การบันทึกบัญชีกรณีกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ธุรกิจที่จดทะเบียนอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีขาย) จากผู้ซื้อทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ส่วนในการซื้อสินค้า ถ้าซื้อสินค้าจากผู้ขายที่จดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจจะต้องชำระภาษีซื้อแล้วได้ใบกำกับภาษี

การบันทึกบัญชี มีดังนี้

1.  การซื้อสินค้า

วันที่ 1 สิงหาคม 25×3 บริษัท ออดิโอ จำกัด ซื้อสินค้าจากบริษัท เอกชัย จำกัด 100,000 บาท เงื่อนไขการชำระเงิน 1/10, n/30

เดบิต    ซื้อ                                        100,000

ภาษีซื้อ                                    7,000

เครดิต  เจ้าหนี้การค้า                                            107,000

            

บัญชีภาษีซื้อเป็นบัญชีประเภทสินทรัพย์ พอสิ้นเดือนจะต้องปิดไปพร้อมกับบัญชีภาษีขาย เพื่อคำนวณหาว่าได้คืนภาษีหรือต้องชำระภาษีเพิ่ม

 

2.  การส่งคืนสินค้า

วันที่ 3 สิงหาคม 25×3 บริษัทออดิโอ จำกัด ส่งคืนสินค้าที่ซื้อจากบริษัทเอกชัย จำนวน 10,000 บาท เนื่องจากชำรุด ตามใบหักหนี้ เลขที่1101

เดบิต    เจ้าหนี้การค้า                        10,700

เครดิต ส่งคืนและส่วนลด                                    10,000

ภาษีซื้อ                                                             700

         

3.  การขายสินค้า

วันที่7 สิงหาคม 25×3 บริษัทขายสินค้าให้แก่ร้านพิธาน จำนวน 120,000 บาทเงื่อนไขการชำระเงิน 1/10, n/40 ให้ส่วนลดการค้า 5% ภาษีขาย 7% ตามใบกำกับสินค้าเลขที่ 1178

เดบิต    ลูกหนี้การค้า                        121,980

เครดิต      ขาย                                                 114,000

                  ภาษีขาย                                               7,980

บัญชีภาษีขายเป็นบัญชีประเภทหนี้สิน ตอนสิ้นเดือนต้องปิดพร้อมกับภาษีซื้อ

 

4.  การรับคืนสินค้า

วันที่ 8 สิงหาคม 25×3 บริษัทรับคืนสินค้าจากร้านพิธาน จำนวน 14,000 บาท เนื่องจากส่งของผิดรุ่น ตามใบหักหนี้ เลขที่ 720

เดบิต    รับคืนและส่วนลด                14,000

ภาษีขาย                                      980

เครดิต   ลูกหนี้การค้า                                       14,980

                  

5.  การจ่ายชำระหนี้และได้รับส่วนลดเงินสด

วันที่ 11 สิงหาคม 25×3 บริษัทจ่ายชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดให้แก่ บริษัท เอกชัย และได้รับส่วนลดตามเงื่อนไข

เดบิต    เจ้าหนี้การค้า                        96,300

เครดิต    เงินสด                                                        95,400

ส่วนลดรับ                                                       900

 

การคำนวณส่วนลด มีดังนี้

ซื้อ                                                                                    100,000

หัก    ส่งคืนและส่วนลด                                                             10,000

คงเหลือ                                                                              90,000

ส่วนลดรับ 1% เท่ากับ 90,000*1% = 900 บาท

 

6.  การรับชำระหนี้ และให้ส่วนลด

วันที่ 17 สิงหาคม 25×3 บริษัทได้รับชำระหนี้ที่คงค้างทั้งหมดจากร้านพิธาน และได้ให้ส่วนลดตามเงื่อนไข

เดบิต    เงินสด                                     106,000

ส่วนลดจ่าย                                  1,000

เครดิต  ลูกค้าการค้า                                           107,000

             

การคำนวณส่วนลดจ่าย มีดังนี้

ขาย                                                                                    114,000    บาท

หัก    รับคืนและส่วนลด                                                                 14,000   บาท

คงเหลือ                                                                              100,000    บาท

ส่วนลดจ่าย 1% เท่ากับ 100,000*1% = 1,000 บาท

 

7. การนำส่งภาษีในวันสิ้นเดือน

เมื่อถึงวันสิ้นเดือนกิจการต้องปิดบัญชีภาษีซื้อและภาษีขายในกรณีที่ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อก็ต้องชำระภาษีในส่วนที่แตกต่างโดยบันทึกบัญชีเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย หรือเจ้าหนี้กรมสรรพากร แต่ถ้ากรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย จะบันทึกเดบิตบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่มรอรับคืนหรือลูกหนี้กรมสรรพากร

เดบิต    ภาษีขาย                                        7,000

เครดิต    ภาษีซื้อ                                                            6,300

ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย /

เจ้าหนี้-กรมสรรพากร                                          700

การสะสมต้นทุนแบบสิ้นงวดเพื่อคำนวณหาต้นทุนการผลิต และต้นทุนสินค้าผลิตเสร็จ

การสะสมต้นทุนแบบสิ้นงวด

 

                การบันทึกบัญชีจะไม่บันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือระหว่างงวดคือ บัญชีวัตถุดิบ งานระหว่างทำและสินค้าสำเร็จรูป แต่จะบันทึกในบัญชีซื้อวัตถุดิบ บัญชีค่าแรงทางตรง และบัญชีค่าใช้จ่ายการผลิตประเภทต่างๆ  ในตอนสิ้นงวดจะมีการตรวจนับวัตถุดิบปลายงวด งานระหว่างทำปลายงวด และสินค้าสำเร็จรูปปลายงวด เพื่อคำนวณหาต้นทุนการผลิต และต้นทุนสินค้าผลิตเสร็จ ซึ่งการบันทึกบัญชีตามวิธีนี้จะไม่ทราบต้นทุนสินค้าขายในทันที แต่จะต้องตรวจนับสินค้าคงเหลือปลายงวดก่อน ดังนั้นการสะสมต้นทุนวิธีนี้จึงไม่เหมาะสำหรับกิจการที่ต้องการใช้ข้อมูลทางการบัญชีต้นทุนไปใช้ในการบริหารงาน แต่ก็เหมาะสมสำหรับกิจกรรมขนาดเล็กที่ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลในการบริหารงาน

 

ตัวอย่าง

บริษัท เสรีการผลิต จำกัด เป็นกิจการผลิตแปรสภาพวัตถุดิบ ให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป ในวันที่ 1 ธันวาคม 25×4 ในบัญชีสินค้าคงเหลือ มีดังนี้ วัตถุดิบ 38,000 บาท งานระหว่างทำ 82,000 บาท และสินค้าสำเร็จรูป 45,000 บาท

ในระหว่างเดือนแผนกจัดซื้อของบริษัทฯ ได้ซื้อวัตถุดิบ เป็นเงินเชื่อทั้งสิ้น 150,000 บาท และแผนกผลิตได้เบิกวัตถุดิบไปใช้ในการผลิตจำนวน 162,000 บาท ค่าแรงที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมีทั้งสิ้น 282,000 บาท โดยในจำนวนนี้เป็นค่าแรงทางตรง 260,000 บาท และในระหว่างเดือนมีค่าไฟฟ้า จำนวน 3,000 บาท ค่าน้ำประปา 2,500 บาท ค่าเสื่อมราคาโรงงาน 78,000 บาท ค่าเบี้ยประกัน 2,000 บาท และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีก 3,500 บาท สินค้าจำนวน 562,000 บาท ผลิตเสร็จและโอนเข้าคลังสินค้าและขายสินค้า จำนวน 740,000 บาท เป็นเงินเชื่อ สินค้ามีต้นทุนเท่ากับ 532,000 บาท ตรวจนับสินค้าคงเหลือมีดังนี้ วัตถุดิบ 26,500 บาท งานระหว่างทำ 52,500 บาท และสินค้าสำเร็จรูป 75,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเกิดขึ้นจำนวน 85,000 บาท

 

การบันทึกบัญชีแบบสิ้นงวด

 

1.  เมื่อซื้อวัตถุดิบ บริษัท เสรีการผลิต จำกัด ซื้อวัตถุดิบทั้งสิ้นเป็นเงินเชื่อ 150,000 บาท บันทึกบัญชีดังนี้

เดบิต    ซื้อวัตถุดิบ                                                150,000

เครดิต    เจ้าหนี้การค้า                                                        150,000

           

2.  เมื่อเบิกวัตถุดิบไปใช้ในการผลิต เป็นการเบิกวัตถุดิบทางตรง จำนวน 100,000 บาท และวัตถุดิบทางอ้อม 62,000 บาท

*** ตามวิธีนี้จะไม่มีการบันทึกบัญชีตอนเบิกวัตถุดิบไปใช้ในการผลิต

3.  ค่าแรงงเกิดขึ้นระหว่างงวด เป็นค่าแรงทางตรง 260,000 บาท เป็นค่าแรงทางอ้อม 22,000 บาท บันทึกบัญชีดังนี้

เดบิต    ค่าแรง                                                    282,000

เครดิต     ค่าแรงค้างจ่าย                                           280,000

             

กระจายค่าแรงเข้างาน บันทึกดังนี้

เดบิต    ค่าแรงทางตรง                                        260,000

ค่าแรงทางอ้อม                                           22,000

เครดิต    ค่าแรง                                                                          282,000

                 

4.  ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่างๆ ที่เกิดขึ้น

4.1  ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่างๆ

เดบิต    ค่าไฟฟ้า                                                    3,000

ค่าน้ำประปา                                               2,500

ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด                                   3,500

เครดิต      เงินสด                                                       9,000

                   

 

4.2    กรณีค่าเสื่อมราคา บันทึกโดยการปรับปรุง ดังนี้

เดบิต    ค่าเสื่อมราคา-โรงงาน                              78,000

เครดิต  ค่าเสื่อมราคาสะสม-โรงงาน                                                78,000

                

กรณีค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า

เดบิต    ค่าเบี้ยประกัน                                            2,000

เครดิต  ค่าเบี้ยประกันภัยจ่ายล่วงหน้า                             2,000

        

5.  โอนบัญชีต้นทุนต่างๆ เข้าบัญชีต้นทุนการผลิต

เดบิต    ต้นทุนการผลิต                                        641,000

เครดิต  วัตถุดิบ (ต้นงวด)                                                         38,000

งานระหว่างทำ                                                              82,000

ซื้อวัตถุดิบ                                                                   150,000

ค่าแรงทางตรง                                                            260,000

                   ค่าแรงทางอ้อม                                                               22,000

ค่าไฟฟ้า                                                                              3,000

ค่าน้ำประปา                                                                         2,500

ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด                                                             3,500

ค่าเสื่อมราคา-โรงงาน                                                      78,000

                                

6.  บันทึกคงเหลือที่ตรวจนับได้ในวันสิ้นงวด

เดบิต    วัตถุดิบทางตรง (ปลายงวด)                26,500

งานระหว่างทำ (ปลายงวด)                   52,500

เครดิต ต้นทุนการผลิต                                                79,000

                          

7.  โอนสินค้าที่ผลิตเสร็จเข้าบัญชีสินค้าสำเร็จรูป

เดบิต    ต้นทุนสินค้าสำเร็จรูป                            562,000

เครดิต   ต้นทุนการผลิต                                             562,000


8.     บันทึกการขายสินค้า

เดบิต    ลูกหนี้/เงินสด                                        740,000

เครดิต  ขาย                                                                                   740,000

*** แต่ตามวิธีนี้ไม่ต้องบันทึกต้นทุนสินค้าขาย

 

การคำนวณค่าแรงงานสุทธิหรือเงินได้สุทธิของลูกจ้าง

การคำนวณค่าแรงงานสุทธิ

ในการได้รับค่าจ้างของพนักงานไม่ว่าจะเป็นในรูปของเงินเดือน หรือชั่วโมงการทำงาน หรือตามจำนวนชิ้นงานก็ตาม นายจ้างจะต้องหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากค่าจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อนำส่งสรรพากรเขตที่กิจการนั้นๆ ตั้งอยู่ ตามที่กฎหมายกำหนดการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายที่กิจการจะหักจากลูกจ้างแต่ละบุคคลก็จะมีจำนวนที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนรายได้ สถานภาพการสมรส และจำนวนเงินค่าลดหย่อนที่บุคคลนั้นจะได้รับสิทธิตามกฎหมาย เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิต จำนวนบุตร เป็นต้น นอกจากนี้แล้วกิจการต่างๆ อาจมีรายการหักอื่นๆ อีก เช่น เงินประกันสังคม เงินทุนสะสม และเงินกองทุนในลักษณะอื่นๆ ดังนั้น ค่าแรงงานสุทธิหรือเงินได้สุทธิของลูกจ้าง คำนวณได้จาก

ค่าแรงงานสุทธิ = ค่าแรงขั้นต้น – ภาษี หัก ณ ที่จ่าย – เงินประกันสังคม – เงินสมทบอื่นๆ(ถ้ามี)

การคำนวณค่าแรงงานสุทธิ

จากตัวอย่างเดิม บริษัท ศิริชัย จำกัด มีนโยบายให้พนักงานทุกคนเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ของค่าแรงงานขั้นต้น และเงินประกันสังคมอีก 1.5% ของค่าแรงปกติ

วิธีคิด   ค่าแรงงานสุทธิของนายวิชิต จะเท่ากับ

ค่าแรงงานขั้นต้น                                                        1,480 บาท

หัก ภาษี ณ ที่จ่าย                                                             74 บาท

ประกันสังคม(1,480*5%)                                     74 บาท

ค่าแรงงานสุทธิ                                                           1,394 บาท

ดังนั้น     ในสัปดาห์นี้ นายวิชิต จะได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 1,394 บาท

การบันทึกบัญชี

การบันทึกบัญชี ณ วันคำนวณค่าแรงงานจะเป็นดังนี้

Dr.ค่าแรงงาน                                           1,480

Cr.ค่าแรงงานค้างจ่าย                            1,394

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย                                     74

บันทึกการคำนวณค่าแรงงานของนายวิชิต                    12

–                      

สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อเพิ่มความมั่นคั่งให้กับกิจการ ที่ได้รับจากความสัมพันธ์ทางการค้า

 

ความหมายของเงินลงทุน

สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยได้ให้ความหมายของเงินลงทุนไว้ดังนี้

เงินลงทุน  หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อเพิ่มความมั่นคั่งให้กับกิจการไม่ว่าจะอยู่ในรูปของส่วนแบ่งที่จะได้รับ ( เช่น ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ และเงินปันผล ) ในรูปของราคาที่เพิ่มขึ้น หรือในรูปของประโยชน์อย่างอื่นที่กิจการได้รับ ( เช่น ประโยชน์ที่ได้รับจากความสัมพันธ์ทางการค้า )
รายการต่อไปนี้ไม่ถือเป็นเงินลงทุน

ก)  สินค้าคงเหลือ ตามที่นิยามไว้ในมาตรฐานการบัญชี เรื่อง สินค้าคงเหลือ

ข)  ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ที่ไม่เป็นเงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตามที่นิยามไว้ในมาตรฐาน การบัญชี เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

 

ประเภทของการลงทุน

1.  แบ่งตามระยะเวลาของการลงทุน ได้แก่

1.1 เงินลงทุนชั่วคราว หมายถึง เงินลงทุนที่กิจการตั้งใจจะถือไว้ไม่เกิน 1 ปี เงินลงทุนชั่วคราวรวมถึง หลักทรัพย์เพื่อค้า หลักทรัพย์เผื่อขาย เงินลงทุนทั่วไป และตราสารหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี

1.2 เงินลงทุนระยะยาว หมายถึง เงินลงทุนที่กิจการตั้งใจจะถือไว้เกิน 1 ปี เงินลงทุนระยะยาวรวมถึง ตราสารทุนที่จัดประเภทเป็นหลักทรัพย์เผื่อขายเงินลงทุนทั่วไป ตราสารหนี้ที่จัดประเภทเป็นหลักทรัพย์เผื่อขายและตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด

2.  แบ่งตามสถานภาพของผู้ถือหลักทรัพย์ต่อกิจการ

2.1 ตราสารทุน หมายถึง สัญญาที่แสดงว่าผู้ถือตราสารมีความเป็นเจ้าของในส่วน ได้เสียคงเหลือของกิจการที่ไปลงทุนได้แก่ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ

2.2 ตราสารหนี้ หมายถึง สัญญาที่แสดงว่าผู้ออกตราสารมีภาระผูกผันทั้งทางตรง และทางอ้อมที่จะต้องจ่ายเงินสดหรือสินทรัพย์อื่นให้แก่ผู้ถือตราสารตามจำนวนและเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้โดยชัดเจนหรือโดยปริยายได้แก่ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล

3.  แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการถือหลักทรัพย์

3.1 หลักทรัพย์เพื่อค้า หมายถึง เงินลงทุนในตราสารหนี้ทุกชนิดหรือตราสารทุนในความต้องการของตลาดที่กิจการถือไว้โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่จะขายในอนาคตอันใกล้ ทำให้กิจการถือหลักทรัพย์นั้นไว้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อหากำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์ ดังนั้น หลักทรัพย์เพื่อค้าจึงมีอัตราการหมุนเวียนสูง

3.2 หลักทรัพย์เผื่อขาย หมายถึง เงินลงทุนในตราสารหนี้ทุกชนิดหรือตราสารทุนในความต้องการของตลาดซึ่งไม่ถือเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้าและในขณะเดียวกันไม่ถือเป็นตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนดหรือเงินลงทุนในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม หลักทรัพย์เผื่อขายสามารถแยกประเภทเป็นเงินลงทุนชั่วคราวหรือเงินลงทุนระยะยาว

3.3 เงินลงทุนทั่วไป หมายถึง เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาดทำให้กิจการไม่สามารถจัดประเภทเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้าหรือหลักทรัพย์เผื่อขาย เงินลงทุนทั่วไปสามารถแยกประเภทเป็นเงินลงทุนชั่วคราวหรือเงินลงทุนระยะยาว

3.4  ตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด หมายถึง เงินลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ที่กิจการมีความตั้งใจแน่วแน่และมีความสามารถที่จะถือไว้จนครบกำหนดไถ่ถอน

นอกจากนี้ มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 40 ได้กำหนดให้กิจการต้องปฏิบัติเมื่อได้มาซึ่งเงินลงทุน

1.  จัดประเภทตราสารหนี้และตราสารทุนในความต้องการของตลาดดังนี้

1.1  หลักทรัพย์เพื่อค้า

1.2  หลักทรัพย์เผื่อขาย

1.3  ตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด

2.  จัดประเภทตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาดเป็นเงินลงทุนทั่วไป

 

การบันทึกบัญชีเงินลงทุนชั่วคราว

หลักการบันทึกบัญชีเงินลงทุนชั่วคราว

การซื้อเงินลงทุนชั่วคราว ตราสารหนี้หรือตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด จัดเป็นประเภทหลักทรัพย์เพื่อค้าหรือเผื่อขาย ส่วนตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด ถือเป็นเงินลงทุนทั่วไป โดยมีการบันทึกบัญชีตามต้นทุนเงินลงทุนดังนี้

หลักการบันทึกบัญชีเมื่อซื้อเงินลงทุนชั่วคราวนี้
เดบิต หลักทรัพย์เพื่อค้า /หลักทรัพย์เผื่อขาย/เงินลงทุนทั่วไป        xxx

เครดิต เงินสด

 

ผลตอบแทนจากการลงทุนในเงินลงทุนชั่วคราว แต่ละประเภทเช่น
                1. ประเภทหลักทรัพย์เพื่อค้าและหลักทรัพย์เผื่อขาย กรณีเป็นตราสารหนี้ ผลตอบแทนคือ ดอกเบี้ยรับ
2. ประเภทหลักทรัพย์เพื่อค้าและหลักทรัพย์เผื่อขาย กรณีเป็นตราสารทุน ผลตอบแทนคือ  เงินปันผล
3.ประเภทตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนดซึ่งจะครบกำหนดภายใน 1 ปี ผลตอบแทนคือดอกเบี้ยรับ

การบันทึกบัญชีผลตอบแทนของเงินลงทุนชั่วคราวแต่ละประเภทมี ดังนี้
                    เดบิต เงินสด / บัญชีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง                                   xxx

เครดิต ดอกเบี้ยรับ/รายได้เงินปันผล                                   xxx

 

หลักทรัพย์เพื่อค้าและหลักทรัพย์เผื่อขายแสดงด้วยมูลค่ายุติธรรมในวันสิ้นงวด

1.หลักทรัพย์เพื่อค้า กิจการจะบันทึกการเปลี่ยนแปลงมูลค่าซึ่งเป็นผลต่างระหว่างราคาตามบัญชีของเงินลงทุนกับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน เป็นรายการกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นซึ่งรับรู้รายได้หรือค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ทันทีในงวดนั้น

กรณีมูลค่ายุติธรรมสูงกว่าราคาตามบัญชีจะบันทึกโดย
เดบิต หลักทรัพย์เพื่อค้า                                                       xxx

เครดิต รายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น(งบกำไรขาดทุน)         xxx

                    หรือ
                    เดบิต ค่าเผื่อการปรับปรุงมูลค่าเงินลงทุน                            xxx

เครดิต รายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น(งบกำไรขาดทุน)          xxx

กรณีมูลค่ายุติธรรมต่ำกว่าราคาตามบัญชี
เดบิต รายการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น(งบกำไรขาดทุน)         xxx

เครดิต หลักทรัพย์เพื่อค้า                                                    xxx

                    หรือ
                    เดบิต รายการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น(งบกำไรขาดทุน)          xxx

เครดิต ค่าเผื่อการปรับปรุงมูลค่าเงินลงทุน                        xxx

2. หลักทรัพย์เผื่อขาย กิจการจะบันทึกการเปลี่ยนแปลงมูลค่าซึ่งผลต่างระหว่างราคาตามบัญชีกับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนเป็นรายการกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นรายการแยกต่างหากในส่วนของเจ้าของ

กรณีมูลค่ายุติธรรมสูงกว่าราคาตามบัญชีจะบันทึกโดย
เดบิต หลักทรัพย์เผื่อขาย                                                     xxx

เครดิต รายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น(ส่วนของผู้ถือหุ้น)       xxx

                      หรือ
                      เดบิต หลักทรัพย์เผื่อขาย                                                    xxx

เครดิต รายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น(ส่วนของผู้ถือหุ้น)       xxx

กรณีมูลค่ายุติธรรมต่ำกว่าราคาตามบัญชี
เดบิต รายการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น(ส่วนของผู้ถือหุ้น)    xxx

เครดิต หลักทรัพย์เผื่อขาย                                                   xxx

3.เงินลงทุนทั่วไปแสดงด้วยราคาทุน ดังนั้นกิจการไม่มีการบันทึกการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของเงินลงทุนทั่วไป เป็นมูลค่ายุติธรรม

 

การบันทึกรายการการโอนเปลี่ยนประเภทของเงินลงทุน

หลักการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการโอนเปลี่ยนเงินลงทุนในตราสารทุนในความต้องการของตลาดมีหลายวิธีดังต่อไปนี้
1. การบันทึกบัญชีการโอนเปลี่ยนหลักทรัพย์เพื่อค้าเป็นหลักทรัพย์เผื่อขาย    วิธีปฏิบัติทางบัญชี ณ วันที่โอน บันทึกบัญชีด้วยมูลค่ายุติธรรมและบันทึกรับรู้ผลต่าง ระหว่างราคาตามบัญชีกับมูลค่ายุติธรรม หลักการบันทึกบัญชี มีดังนี้
เดบิต หลักทรัพย์เผื่อขาย                                            xxx

เครดิต หลักทรัพย์เพื่อค้า                                             xxx
รายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น (งบกำไรขาดทุน) xxx

2. การบันทึกบัญชีการโอนเปลี่ยนหลักทรัพย์เผื่อขายเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้า   วิธีปฏิบัติทางบัญชี ณ วันที่โอน บันทึกบัญชีด้วยมูลค่ายุติธรรมและบันทึกรับรู้ผลต่าง ระหว่างราคาตามบัญชีกับมูลค่ายุติธรรมพร้อมทั้งโอนกลับบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนที่โอนเปลี่ยนในงบกำไรขาดทุน  หลักการบันทึกบัญชี มีดังนี้
เดบิต หลักทรัพย์เพื่อค้า                                                  xxx
รายการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น(ส่วนของผู้ถือหุ้น) xxx

เครดิต หลักทรัพย์เผื่อขาย                                        xxx
รายการกำไรยังไม่เกิดขึ้น(งบกำไรขาดทุน) xxx

การโอนเปลี่ยนเงินลงทุนไปเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้า กิจการต้องใช้มูลค่ายุติธรรม ณ วันที่โอนในการบันทึกบัญชีและรับรู้ผลต่างระหว่างราคาตามบัญชีและราคายุติธรรม ณ วันนั้น พร้อมทั้งกลับบัญชีทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนที่โอนเปลี่ยนในงบกำไรขาดทุนทันที

 

 

การจำหน่ายเงินลงทุน

ในการจำหน่ายเงินลงทุนชั่วคราวกิจการต้องบันทึกผลต่างระหว่างสิ่งตอบแทนสุทธิที่ได้รับกับราคาตามบัญชีของเงินลงทุน เป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายทันทีที่เกิดและ กิจการต้องบันทึกบัญชีทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนที่จำหน่าย และหากมีการจำหน่ายเพียงบางส่วนราคาตามบัญชีต่อหน่วยที่ใช้ต้องคำนวณโดยวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
1.การบันทึกบัญชีการจำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมด
2.การบันทึกบัญชีการจำหน่ายหลักทรัพย์เพียงบางส่วน

 

การด้อยค่าของเงินลงทุน

ข้อบ่งชี้ของการด้อยค่า

ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 40 กำหนดเรื่อง การด้อยค่าของตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนดไว้ดังนี้

1. ตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนดจะด้อยค่า เมื่อเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะไม่สามารถเรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ระบุไว้ในสัญญาได้ รายการขาดทุนจากการด้อยค่าของตราสารหนี้ดังกล่าว คือผลต่างระหว่างราคาตามบัญชีกับมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับจากตราสารหนี้นั้น ซึ่งคิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามสัญญาเดิม

2. กิจการต้องบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนดในงบกำไรขาดทุนทันทีที่เงินลงทุนเกิดจากการด้อยค่า และต้องรับรู้รายได้ดอกเบี้ยในเวลาต่อมาด้วยอัตราคิดลดที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าปัจจุบันของตราสารหนี้นั้น

 

การด้อยค่าของหลักทรัพย์เผื่อขาย

กิจการต้องบันทึกการด้อยค่าของหลักทรัพย์เผื่อขายทันทีที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าหลักทรัพย์นั้นด้อยค่า  โดยการกลับบัญชีส่วนต่ำกว่าทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่า  ของหลักทรัพย์เผื่อขายที่แสดงในส่วนของเจ้าของเป็นรายการขาดทุนจากการด้อยค่าทันทีที่เกิด  เว้นแต่กิจการเคยบันทึกส่วนเกินทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าไว้ในส่วนของเจ้าของ  กิจการต้องกลับบัญชีส่วนเกินทุนดังกล่าว  ในการบันทึกลดมูลค่าเงินลงทุนก่อนจะบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าในงบกำไรขาดทุน

 

การด้อยค่าของตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด

            ตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด  จะด้อยค่าเมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการ  ไม่สามารถเก็บเงินต้นหรือดอกเบี้ยทั้งหมด  หรือบางส่วนตามที่ระบุไว้ในสัญญาได้  รายการขาดทุนจากการด้อยค่าของตราสารหนี้ดังกล่าว  คือผลต่างระหว่างราคาตามบัญชีกับมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับจากตราสารหนี้นั้น  ซึ่งคิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามสัญญาเดิม

 

การด้อยค่าของเงินลงทุนทั่วไป

            กิจการต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี  เรื่อง  การด้อยค่าของสินทรัพย์เพื่อบันทึกการด้อยค่าของของเงินลงทุนทั่วไป

ราคาตามบัญชีต่อหุ้น กำไรต่อหุ้น การแก้ไขข้อผิดพลาดของรอบระยะเวลาบัญชีก่อน

ราคาตามบัญชีต่อหุ้น

                ราคาตามบัญชีต่อหุ้น ( Book  Value  Per  Share – BPS ) หมายถึง  ส่วนเฉลี่ยของมูลค่าสุทธิของสินทรัพย์ที่เป็นของผู้ถือหุ้นสามัญต่อหุ้นสามัญหนึ่งหุ้น  ซึ่งเป็นราคา ณ วันใดวันหนึ่งที่คำนวณจากงบดุลของบริษัท ณ วันนั้น  มูลค่าดังกล่าวจะเป็นจำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับคืนเงินโดยสมมุติว่าบริษัทเลิกกิจการในวันนั้น  และตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าสินทรัพย์ทั้งสิ้นของบริษัทจำหน่ายได้ในราคาตามบัญชีที่ปรากฏในงบดุล  และจะไม่นำราคาตลาดของสินทรัพย์ ณ วันนั้นมาพิจารณาราคาตามบัญชีต่อหุ้น

กำไรต่อหุ้น

กำไรต่อหุ้น ( Earning  Per  Share – EPS ) หมายถึง  ส่วนเฉลี่ยของกำไรต่อหุ้นสามัญหนึ่งหุ้น  กำไรต่อหุ้นใช้เป็นเกณฑ์วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัท  นอกจากนี้ยังเป็นดัชนีชี้ราคาตลาดของหุ้นตามที่ควรจะเป็น  และแสดงถึงความน่าจะเป็นในการจ่ายเงินปันผลของบริษัททั้งในปัจจุบันและอนาคต  ตลอดจนแสดงถึงสมรรถภาพในการบริหารงานของผู้บริหารบริษัทอีกด้วย

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 38 เรื่อง “กำไรต่อหุ้น” ได้กำหนดให้กิจการทุกกิจการที่มีหุ้นสามัญหรือหุ้นสามัญเทียบเท่า  ถือปฏิบัติในเรื่องกำไรต่อหุ้นตามมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นโดยมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศฉบับที่ 33 เรื่องกำไรต่อหุ้น  กล่าวคือ  ต้องแสดงกำไรต่อหุ้นในงบกำไรขาดทุน  ดังนี้

1. กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน ( Basic  Earning  Per  Share ) หมายถึง  ส่วนเฉลี่ยกำไรต่อหุ้นสามัญหนึ่งหุ้นตามปกติ

2. กำไรต่อหุ้นปรับลด ( Diluted  Earning  Per  Share )  หมายถึง  ส่วนเฉลี่ยกำไรต่อหุ้นสามัญขั้นพื้นฐานที่ถูกปรับลดลงด้วยจำนวนหุ้นสามัญเทียบเท่า

 

ข้อผิดพลาดของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนและการแก้ไขข้อผิดพลาด

กิจการอาจพบข้อผิดพลาดในการจัดทำงบการเงินของงวดก่อน ๆ ในงวดปัจจุบัน  ข้อผิดพลาดดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากการคำนวณตัวเลขผิด  การนำนโยบายบัญชีมาปฏิบัติไม่ถูกต้อง  การตีความผิดพลาด  การทุจริตหรือความเลินเล่อ  ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจจำแนกได้ 3 ชนิด คือ

1. ข้อผิดพลาดในงบดุล ( Balance  Sheet  Errors ) หมายถึง  ข้อผิดพลาดที่มีผลกระทบต่อบัญชีสินทรัพย์  หนี้สิน  และทุน  อันเกิดจากการจำแนกประเภทบัญชีผิด  เช่น  การจัดจำแนกลูกหนี้การค้าระยะสั้นเป็นเงินลงทุนระยะสั้น  หรือการจัดตั๋วเงินจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่ายหรือการจัดสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น  ข้อผิดพลาดดังกล่าวนี้  จะต้องรายการแก้ไขปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องทันทีเมื่อตรวจพบ

2. ข้อผิดพลาดในงบกำไรขาดทุน ( Income  Statement  Errors )  หมายถึง  ข้อผิดพลาดที่มีผลกระทบต่อบัญชีรายได้หรือค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการจำแนกประเภทบัญชีผิด  เช่น บันทึกค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าให้ลูกค้าเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร  หรือบันทึกรายได้จากดอกเบี้ยรับเป็นรายได้จากการขาย  ข้อผิดพลาดในการจำแนกรายการในงบกำไรขาดทุนผิดจะไม่มีผลกระทบต่องบดุลและงบกำไรขาดทุน  ดังนั้น  ถ้าหากเป็นข้อผิดพลาดของปีก่อที่ได้ปิดบัญชีไปแล้ว  ก็ไม่จำเป็นต้องลงรายการแก้ไขปรับปรุงเมื่อตรวจพบ  แต่ถ้าหากเป็นข้อผิดพลาดของปีปัจจุบันระหว่างปี  ก็จำเป็นต้องรายการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องทันทีเมื่อตรวจพบ

3. ข้อผิดพลาดที่กระทบทั้งงบดุลและงบกำไรขาดทุน ( Balance  Sheet  and  Income  Statement  Effect ) หมายถึง  ข้อผิดพลาดที่มีผลกระทบต่อบัญชีสินทรัพย์ หรือ หนี้สิน หรือ ทุน  และกระทบต่อรายได้หรือค่าใช้จ่าย  เช่น  มิได้บันทึกรายได้หรือค่าใช้จ่าย เช่น มิได้บันทึกรายได้ค้างรับ ณ วันสิ้นงวดการบัญชี  ผลของความผิดพลาดนี้จะทำให้รายได้ของงวดต่ำไป  ซึ่งเป็นผลทำให้กำไรสุทธิของงวดต่ำไป  และทำให้สินทรัพย์มีจำนวนต่ำไปด้วย

ใบรับ

  • –           บันทึก หรือหนังสือใดๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงวา ได้รับ ได้ฝาก หรือได้รับทำชำระ เงินหรือตั๋วเงิน หรือ
  • –           บันทึก หรือหนังสือใดๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่า หนี้หรือสิทธิเรียกร้อง ได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายชื่อของบุคคลใดๆหรือไม่ ไม่สำคัญ

    ดังนั้น ในทางธุรกิจ ใบรับ อาจจะเรียกว่า ใบรับเงิน หรือใบเสร็จรับเงิน หรือ บิลเงินสด ตามความหมายดังกล่าวข้างต้น ในการอกใบรับได้ถูกกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการออกใบรับ ในมาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้

  1. 1.       การรับเงินจารการขายสินค้า หรือการให้บริการของ ผู้ประกอบการการค้าที่จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม  และการรับเงินหรือรับชำระราคาจากการกระทำกิจกรรมของผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ
  2. 2.       การรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีอื่นซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ได้รับชำระ แต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด

    การรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีเดียวกันมีจำนวนเกินกว่าที่อธิบดีกำหนด แต่มีเงื่อนไขให้รับเงินหรือรับชำระราคาในภายหลังเป็นหลายงวด ให้ออกใบรับคราวในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคานั้น ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้รับเงิน จะถือเอาใบกำกับภาษีนั้นเป็นใบรับที่ต้องออกตามนี้ก็ได้  สำเนาใบรับต้องมีอย่างน้อย

  • –           เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ
  • –           ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ
  • –           เลขลำดับของเล่มและของใบรับ
  • –           วัน เดือน ปี ที่ออกใบรับ
  • –           จำนวนเงินที่รับ

ชนิด ชื่อ จำนวนและราคาสินค้า ในกรณีการขายหรือให้เช่าซื้อสินคาเฉพาะชนิดที่มีราคา 100 บาทขึ้นไป

ส่วนเกินทุน กำไรสะสม เงินปันผล

ส่วนเกินทุน

                ส่วนเกินทุน หมายถึง  ส่วนที่เกินกว่าทุนจดทะเบียนที่ได้รับชำระแล้วโดยนำไปแสดงภายใต้ส่วนของผู้ถือหุ้น  ซึ่งไม่อาจนำไปใช้เป็นเงินปันผลได้  ทั้งนี้ไม่รวมถึงกำไรสะสม  ส่วนเกินทุนเป็นรายการที่มีผลทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น  แต่ไม่ถือเป็นเงินทุนตามกฎหมาย

กำไรสะสม

                กำไรสะสม  หมายถึง   กำไรสุทธิ ที่เกิดจากการดำเนินงาน โอนปิดเข้าบัญชีกำไรสะสม  ซึ่งถ้าปีใดมีกำไรสุทธิจะเป็นผลให้กำไรสะสมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าปีใดมีผลขาดทุนจะเป็นผลทำให้กำไรสะสมลดลง

ถ้าเป็นบริษัทจำกัด  หมายถึง  กำไรที่เหลือจากการแบ่งสันปันส่วนกันแล้วและตกลงกันว่าให้นำส่วนที่เหลือนั้นเก็บไว้ในบัญชีบริษัท เพื่อนำไปทำอะไรก็แล้วแต่จะตกลงกันต่อไป

สำรอง

                สำรอง ในทางการบัญชีใช้ในความหมายที่แตกต่างกัน 3 อย่างคือ

1. บัญชีปรับมูลค่า หมายถึง  บัญชีที่ต้องนำไปปรับยอดกับบัญชีอื่น ( หนึ่งบัญชีหรือมากกว่า )

เพื่อให้ได้มูลค่าสุทธิ เช่น บัญชีค่าเสื่อมราคาสะสม  บัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เป็นต้น  ในปัจจุบันนิยมใช้คำว่า “Allowance” แทนคำว่า “Reserve”

2. สำรองเผื่อหนี้สินที่มีจำนวนเงินไม่แน่นอน  ปัจจุบันเรียกสำรองชนิดนี้ว่า “หนี้สินโดยประมาณ”  เช่น หนี้ค่าภาษีโดยประมาณ  หนี้ค่าสมนาคุณลูกค้าโดยประมาณ

3. สำรองซึ่งจัดสรรจากกำไรสะสม อาจเป็นการจัดสรรตามกฎหมาย  ตามข้อผูกพัน  หรือตามนโยบายของคณะกรรมการบริหารงานของบริษัท  การจัดสรรกำไร-สะสมของบริษัทจะไม่ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเปลี่ยนแปลง  เพราะเป็นแต่เพียงโอนยอดเงินจากบัญชีกำไรสะสมไปยังบัญชีกำไรสะสมจัดสรร

 

  การจัดสรรกำไรสะสม

 

  การจัดสรรกำไรสะสม  หมายถึง  การที่บริษัทกันกำไรสะสมที่ปรากฏในบัญชีตั้งเป็นสำรอง  เพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งของบริษัทจนกว่าจะมีการยกเลิกการจัดสรรกำไรสะสมนั้น  หรือบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดสรรแล้ว  ก็จะโอนยอดสำรองกลับไปยังบัญชีกำไรสะสมตามเดิม

                การจัดสรรกำไรสะสมของบริษัท  จะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น  อนุมัติการจัดสรรกำไรสะสมตามเสนอในการนี้ที่ประชุมอาจอนุมัติหรือไม่ก็ได้

                กำไรสะสมจัดสรรอาจจำแนกได้ 3 ประเภท คือ

                1. การจัดสรรตามกฎหมาย 

1.1 จัดสรรไว้สำหรับหุ้นทุนซื้อคืนมา   เป็นการกันเงินกำไรไว้ในบริษัทเพื่อมิให้นำไปจ่ายเป็นเงินปันผลจนกว่าจะมีการจำหน่ายหุ้นทุนนั้นกลับออกไป ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันให้กับเจ้าหนี้ โดยบริษัทต้องจัดสรรกำไรสะสมไว้ในจำนวน เท่ากับราคาทุนที่ซื้อมา   ไม่ว่าจะใช้วิธีบันทึกหุ้นทุนที่ซื้อคืนมาตามราคาทุนหรือตามราคามูลค่าหุ้น  โดยอาจจัดสรรกำไรสะสมได้ 2 วิธี

            วิธีที่1 : ไม่บันทึกบัญชีกำไรสะสมจัดสรรเพียงแต่เปิดเผยข้อมูลไว้ใน  หมายเหตุประกอบงบการเงิน   โดยแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับหุ้นทุนที่ซื้อคืนมาและจำนวนกำไรสะสมที่บริษัทต้องจัดสรรไว้สำหรับหุ้นทุนที่ซื้อคืนมาทั้งสิ้น
            วิธีที่2 : บันทึกบัญชีกำไรสะสมจัดสรรดังนี้
            – เมื่อซื้อทุนคืนมาให้ลดยอดบัญชีกำไรสะสม โอนไปเข้าบัญชีกำไรสะสมจัดสรรตามราคาทุนที่จ่ายซื้อหุ้นทุนคืนมาทั้งสิ้น เช่นหุ้นสามัญมูลค่าหุ้นละ 100 บาท บริษัทซื้อคืนมาในราคาหุ้นละ 110 บาท จำนวน 1,000 หุ้น  จะบันทึกรายการจัดสรรกำไรสะสม โดย

เดบิต กำไรสะสม (1,000×110)               110,000

เครดิต กำไรสะสม-จัดสรรสำหรับหุ้นสามัญได้รับคืนมา   110,000

1.2 จัดสรรไว้เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1202  บัญญัติว่า “ทุกคราวที่จ่ายเงินปันผลบริษัทต้องจัดสรรเงินไว้เป็นทุนสำรองอย่างน้อยหนึ่งในยี่สิบส่วนของจำนวนผลกำไรซึ่งบริษัททำมาหาได้จากกิจการของบริษัท  จนกว่าทุนสำรองนั้นจะมีถึงหนึ่งในสิบของจำนวนทุนของบริษัทหรือมากกว่านั้น  แล้วแต่จะได้ตกลงกำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัท

                2. การจัดสรรตามข้อผูกพัน  ซึ่งเป็นการตั้งตามมติของคณะกรรมการบริษัทให้จัดสรรกำไรสะสมเพื่อเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้หรือผู้ถือหุ้นกู้ โดยบริษัทจะต้องจัดสรรกำไรสะสมทุกวันสิ้นปีตลอดอายุของหุ้นกู้ หรือตลอดสัญญาของการเป็นหนี้ และในขณะเดียวกันบริษัทจะต้องมีการกันเงินสดไว้เท่ากับกำไรสะสมที่เท่ากัน  เพื่อที่จะให้มีเงินสดเพียงพอที่จะไปชำระหุ้นกู้เมื่อวันครบกำหนดหลังจากดำเนินการเสร็จสิ้นการชำระหนี้แล้ว บัญชีสำรองตามข้อผูกพันมียอดคงเหลือ   ให้โอนปิดบัญชีสำรองตามข้อผูกพันกลับไปยังบัญชีกำไรสะสมที่ไม่ได้จัดสรรตามเดิม

3. การจัดสรรตามนโยบายของคณะกรรมการบริหารงานของบริษัท  ซึ่งเป็นการจัดสรรกำไรสะสมตามนโยบายของคณะกรรมการบริษัท โดยให้กันกำไรสะสมไว้ส่วนหนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะรักษาไว้ซึ่งเงินทุนหมุนเวียนให้มีสภาพคล่องในอัตราที่สูง ในการดำเนินงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต เช่น บริษัทให้กันกำไรสะสมไว้สำหรับค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สำรองเพื่อการขยายงาน สำรองเพื่อประกันภัยตนเอง เป็นต้น

 

เงินปันผล

เงินปันผล ( Dividend ) หมายถึง  เงินตอบแทนจากการลงทุนที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นทุน ซึ่งจะจ่ายเป็นเงินสด สินทรัพย์ หรือเป็นหุ้นทุนของบริษัทแล้วแต่กรณี   ตามสภาพการณ์ที่บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ต้องเป็นดังนี้ คือ

1.  บัญชีกำไรสะสมต้องมียอดคงเหลือด้านเครดิตมากพอที่จะจ่ายเป็นเงินปันผลตามมติของคณะกรรมการบริหาร

2.  ต้องมีเงินสดอยู่ในมือมากพอที่จะจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด ในกรณีจ่ายเป็นเงินสด

3.  มีมติจากที่ประชุมใหญ่ ให้จ่ายเงินปันผล

4.  ทุกครั้งที่มีการประกาศจ่ายเงินปันผลต้องตั้งสำรองตามกฎหมายไว้ 5% ของกำไรสุทธิประจำปีที่ประกาศจ่าย  จนกว่าเงินทุนสำรองจะมีจำนวนถึง 10% ของจำนวนทุนของบริษัท หรือมากกว่านั้น

5. เงินปันผลที่ยังไม่ได้รับหรือติดค้างอยู่ตามมาตรา 1205 ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเอากับบริษัท

6.  การจ่ายเงินปันผลจะจ่ายเฉพาะผู้ถือหุ้นที่ชำระค่าหุ้นครบแล้วเท่านั้น

7. จ่ายเป็นหุ้นปันผล  คือ  จ่ายเป็นใบหุ้นของบริษัทเอง  ในกรณีที่บริษัทยังจำหน่ายหุ้นไม่ครบตามจำนวนที่จดทะเบียนไว้  หรือบริษัทได้จดทะเบียนเพิ่มทุนแล้ว  บริษัทจะจ่ายเงินปันผลทั้งหมดหรือบางส่วน  โดยออกเป็นหุ้นสามัญใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้น

 

หุ้นปันผล

ถ้าคณะกรรมการบริหารบริษัทมีความเห็นว่า  ควรจะนำเงินที่มีอยู่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่กิจการโดยอาจจะนำไปใช้ในการขยายกิจการหรือนำไปลงทุนเพื่อหาดอกผลตอบแทน  ก็อาจจะใช้วิธีการจ่ายปันผลเป็นหุ้นทุนของบริษัทแทนการจ่ายปันผลเป็นเงินสด  ในกรณีนี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีการจ่ายสินทรัพย์ใด ๆ ของบริษัทออกไปให้แก่ผู้ถือหุ้น  แต่ผู้ถือหุ้นจะได้รับประโยชน์จาก

บริษัท  โดยจะได้รับหุ้นทุนของบริษัทจำนวนที่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของการถือหุ้นในบริษัทที่มีอยู่เดิม  ดังนั้นสิทธิส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้นที่มีต่อสินทรัพย์สุทธิของบริษัทจะยังคงเท่าเดิม
สิทธิได้รับหุ้นปันผลไม่เต็มหุ้น

 ในการจ่ายหุ้นปันผล  อาจจะมีผู้ถือหุ้นบางรายที่มีสิทธิรับหุ้นปันผลไม่เต็ม 1 หุ้น  เช่น  บริษัทประกาศจ่ายหุ้นปันผลในอัตราร้อยละ 20 ของทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว  หมายความว่าผู้ถือหุ้นเดิม 5 หุ้น  จะได้รับหุ้นใหม่ 1 หุ้น  ดังนั้น  ผู้ถือหุ้นที่เหลือเศษหุ้นไม่ถึง 5 หุ้น  ก็ไม่อาจรับหุ้นใหม่ 1 หุ้นได้  กรณีเช่นนี้  บริษัทจะออกเอกสารเศษหุ้น ( Fractional  Shares ) ให้ถือไว้ชั่วคราวก่อนเพื่อให้ผู้ได้รับเอกสารนี้นำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเอง  โดยบริษัทจะกำหนดเวลาให้นำเอกสารเศษหุ้นที่สามารถแลกได้ครบ 1 หุ้นมาขึ้นหุ้นปันผล  แต่ถ้าพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้วผู้ที่ไม่สามารถรวบรวมเอกสารเศษหุ้นมาขึ้นใบหุ้นได้  ก็ถือว่าผู้ถือเอกสารเศษหุ้นเหล่านี้สละสิทธิรับหุ้นปันผล  และบริษัทจะยกเลกการจ่ายหุ้นปันผลที่ได้บันทึกไว้แต่เดิม

อนึ่ง  บริษัทอาจแก้ปัญหาในเรื่องสิทธิได้รับหุ้นปันผลไม่เต็มหุ้น  โดยการชดใช้ส่วนเกินของหุ้นด้วยเงินสด  หรืออาจจะออกหุ้นให้ไปเต็มหุ้นและคิดเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นสำหรับส่วนที่เขาไม่มีสิทธิได้รับ

 

การจ่ายเงินปันผลในลักษณะคืนทุน

การจ่ายเงินปันผลเป็นการคืนทุน  คือ  การที่บริษัทประกาศจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในจำนวนเงินที่มากกว่ายอดคงเหลือในบัญชีกำไรสะสม  โดยบริษัทจะต้องแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบว่าเงินปันผลที่ประกาศจ่ายนั้น  ส่วนหนึ่งเป็นเงินที่จ่ายจากผลกำไรของบริษัท  และอีกส่วนหนึ่งเป็นการจ่ายจากส่วนทุนปกติ  กิจการที่จะจ่ายปันผลประเภทนี้ได้ จะเป็นบริษัทที่กำลังจะหยุดหรือเลิกดำเนินกิจการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการประเภทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหมืองแร่หรือสินทรัพย์

สิ้นเปลืองทั่วไป  มักจะจ่ายปันผลในลักษณะนี้  คือ  จะจ่ายให้เท่ากับยอดรายได้ก่อนหักมูลค่าเสื่อมสิ้นนั้น  หมายความ  ส่วนของเงินปันผลที่ถือเป็นการจ่ายคืนทุนจะมียอดเท่ากับมูลค่าเสื่อมสิ้น

ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

ความหมาย  ลักษณะและประเภทที่ดิน  อาคารและอุปกรณ์

1. ความหมายของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 32 เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ของสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ได้ให้ความหมายของคำว่า “ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์” ไว้ดังนี้  ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ หมายถึง สินทรัพย์ที่มีตัวตนซึ่งเข้าเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้

ก) กิจการมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิต เพื่อใช้ในการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ เพื่อให้เช่า หรือเพื่อใช้ในการดำเนินงาน
ข) กิจการคาดว่าจะใช้ประโยชน์มากกว่าหนึ่งรอบปีบัญชี

สรุป ที่ดินอาคารและอุปกรณ์คือสินทรัพย์ที่มีตัวตนซึ่งกิจการมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานซึ่งมีอายุเกินมากกว่า 1 ปีขึ้นไป

2. ลักษณะของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

ลักษณะของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์คือสินทรัพย์ถาวร มีลักษณะ

1) เป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้ หรือมองเห็นได้ และมีสภาพคงทนถาวร
2) เป็นสินทรัพย์ที่มักจะมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี โดยทั่วไปจะมีประโยชน์ ในระยะยาว
3) เป็นสินทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินงาน โดยไม่มีเจตนา ที่จะขาย

3. ประเภทของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ แบ่งตามลักษณะอายุการใช้งานได้ 2 ประเภทคือ
              1) ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานจำกัด เช่น อาคาร อุปกรณ์ เครื่องจักร เครื่องตกแต่ง โรงงาน เป็นต้น สินทรัพย์ประเภทนี้มีการคิดค่าเสื่อม (Depreciation) เนื่องจากมีลักษณะเสื่อมสภาพจากการใช้งานหรือตามระยะเวลาที่ผ่านไป

2) ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานไม่จำกัด ได้แก่ ที่ดิน ซึ่งจะไม่มีการคิดค่าเสื่อมราคา เพราะโดยปกติมักจะไม่เสื่อมสภาพ ยกเว้นที่ดินที่ติดแม่น้ำ หรือที่ดินที่ใช้เพาะปลูกที่เสื่อมสภาพผลผลิตต่ำไม่อุดมสมบูรณ์ไม่สามารถปลูกพืชต่อไปได้

การรับรู้ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 32 เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ของสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ได้ระบุว่ารายการที่เป็นที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ต้องรับรู้เป็นสินทรัพย์เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ ดังต่อไปนี้

1) มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่รายการนั้นจะให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจต่อกิจการในอนาคต กิจการสามารถกำหนดราคาทุนของรายการนั้นได้อย่างสมเหตุสมผล
2) การวัดมูลค่าเริ่มแรกของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ กิจการต้องบันทึกมูลค่าเริ่มแรกของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ที่เข้าเกณฑ์การ รับรู้เป็นสินทรัพย์โดยใช้ราคาทุน

 

วัดมูลค่าเริ่มแรกของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 32 เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ของสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย กำหนดให้กิจการต้องบันทึกมูลค่าเริ่มแรกของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ที่เข้าเกณฑ์การรับรู้เป็นสินทรัพย์โดยใช้ราคาทุน ส่วนประกอบของราคาทุนเช่น ราคาซื้อรวมภาษีน้ำเข้า ภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ และต้นทุนทางตรงอื่น ๆ เป็นต้น

 

การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์

ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 32 กล่าวว่า กิจการอาจได้ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์มาจากการแลกเปลี่ยนกับที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ หรือสินทรัพย์อื่นที่ไม่คล้ายคลึงกัน กิจการต้องบันทึก ราคาทุนของรายการดังกล่าวด้วยมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ที่ได้มา ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับมูลค่า ยุติธรรมของสินทรัพย์ที่นำไปแลกนั้น ปรับปรุงด้วยจำนวนเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดที่กิจการต้องโอนหรือรับโอน อันเนื่องมาจากการแลกเปลี่ยน กิจการอาจได้ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์มาจากการแลกเปลี่ยนกับสินทรัพย์ที่คล้ายคลึงกันซึ่งมีมูลค่ายุติธรรมใกล้เคียงกันและมี ประโยชน์ใช้สอยแบบเดียวกัน หรืออาจขายที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เพื่อแลกเปลี่ยนกับส่วนได้เสียในส่วนทุนของสินทรัพย์ที่ คล้ายคลึงกัน กิจการต้องไม่รับรู้ กำไรหรือขาดทุนจากรายการบัญชี ดังกล่าว แต่จะบันทึกราคาทุนของสินทรัพย์ที่ได้รับมา ด้วยราคาตามบัญชีของสินทรัพย์ที่โอนไป รายจ่ายภายหลังการได้มาซึ่งสินทรัพย์  หลังจากที่กิจการบันทึกรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์แล้ว กิจการต้องบันทึกรายจ่ายที่เกิดขึ้นในภายหลัง เกี่ยวกับที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของราคาตามบัญชีของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง หากรายจ่ายนั้นจะทำให้ กิจการได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากสินทรัพย์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากมาตรฐานการปฏิบัติงานเดิมที่เคยประเมินไว้ ส่วนรายจ่ายประเภทอื่นที่เกิดขึ้นในภายหลังต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีที่เกิด

ตัวอย่างของการปรับปรุงสินทรัพย์ ซึ่งทำให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจที่จะได้รับในอนาคตของสินทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้นรวมถึง
– การปรับปรุงสภาพอาคารให้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
– การยกระดับคุณภาพชิ้นส่วนของเครื่องจักรเพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
– การใช้วิธีการผลิตใหม่ๆ ที่สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานที่ประเมินไว้เดิมอย่างเห็นได้ชัด

 

การสร้างขึ้นเอง

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 32 ข้อ 17 ได้กล่าวถึงกรณีที่กิจการสร้างสินทรัพย์ขึ้นใช้เองไว้ดังนี้  กิจการต้องกำหนดราคาทุนของสินทรัพย์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เอง  โดยใช้หลักการเดียวกับการกำหนดราคาทุนของสินทรัพย์ที่ได้มา  หากกิจการผลิตสินทรัพย์ที่คล้ายกันออกขายในการดำเนินธุรกิจตามปกติอยู่แล้ว  ราคาทุนของสินทรัพย์ที่ผลิตขึ้นใช้เองจะเท่ากับราคาทุนของสินค้าที่ผลิตเพื่อขาย ( ดูมาตรฐานการบัญชีเรื่องสินค้าคงเหลือ ) ดังนั้นหากราคาโอนระหว่างหน่วยงานภายในกิจการได้รวมกำไรไว้  กิจการต้องหักกำไรนั้นออกจากราคาโอนก่อนที่จะใช้ราคาโอนดังกล่าวเป็นราคาทุนของสินทรัพย์  ในทำนองเดียวกัน  หากกิจการใช้วัตถุดิบ  ค่าแรง  หรือทรัพยากรอื่นสูงเกินกว่าที่ควรใช้ในการผลิต  ต้นทุนที่เกินปกติเหล่านี้ไม่ให้นำมารวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์  ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมจะถือเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการบัญชีเรื่อง  ต้นทุนการกู้ยืม  มาตรฐานการบัญชีเรื่อง  ต้นทุนการกู้ยืม

กล่าวโดยสรุป  ราคาของสินทรัพย์ที่สร้างขึ้นเอง  ประกอบด้วย

1. ต้นทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรง  ได้แก่  วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต

            2. ต้นทุนแปลงสภาพและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ( ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 31 ) เรื่อง  สินค้าคงเหลือที่ สามารถระบุได้ว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับ
                สินทรัพย์ที่สร้างขึ้นเอง )
            3. ดอกเบี้ยเงินกู้  ตั้งแต่เริ่มสร้างจนถึงวันที่สินทรัพย์นั้นอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ ( ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 33 เรื่องต้นทุน

การรับบริจาคและการค้นพบ

กรณีกิจการได้รับสินทรัพย์จากการบริจาค เช่น  หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรเอกชนยกที่ดิน  อาคาร  เครื่องจักร  รถยนต์  ให้แก่กิจการเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ  ให้บันทึกบัญชีสินทรัพย์ด้วย

ราคาตลาดของสินทรัพย์ที่ได้รับบริจาค  ในบางครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกิดขึ้น  เช่น  ค่าขนส่ง  ค่าติดตั้ง  ค่าธรรมเนียมในการโอน  ก็ให้รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์และบันทึกบัญชีโดย

เดบิต  สินทรัพย์                                       XX

เครดิต  ส่วนเกินทุนจากการบริจาค    XX

*** ตามประมวลรัษฎากรในการบริจาคสินทรัพย์อื่น ( ยกเว้นที่ดิน ) ผู้บริจาคต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้รับบริจาค  โดยใช้ราคาตลาดของสินทรัพย์ที่ยกให้เป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

เนื่องจากสินทรัพย์ที่ได้รับบริจาคจะต้องปรับปรุงค่าเสื่อมราคาตลอดอายุการใช้ประโยชน์ ( ยกเว้นที่ดิน ) ดังนั้น  จึงต้องตัดบัญชีส่วนเกินทุนจากการบริจาคให้หมดไปตามอายุการใช้ประโยชน์ด้วย  โดยการตัดโอนไปเพิ่มบัญชีกำไรสะสม ( ทั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 32 ย่อหน้าที่ 38 โดยอนุโลม )  เพราะมูลค่าของสินทรัพย์ที่ได้รับบริจาคมิได้มีต้นทุนอันเกิดจากการลงทุนของกิจการ  ฉะนั้น

ค่าเสื่อมราคาที่ปรับปรุงตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์  จึงเป็นผลให้กำไรสุทธิในแต่ละงวดตลอดอายุการใช้ประโยชน์ต่ำกว่าความจริงไปด้วย  ดังนั้นกำไรสุทธิที่ต่ำไปจะถูกชดเชยด้วยกำไรสะสมที่เกิดจากการตัดโอนบัญชีส่วนเกินทุนจากการบริจาคไปเพิ่ม

ในกรณีที่กิจการค้นพบทรัพยากรธรรมชาติในสินทรัพย์ของกิจการ  เช่น  ซื้อที่ดินเชิงเขาเพื่อทำฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์  ต่อมาพบว่าที่ดินผืนนี้เป็นแหล่งหินน้ำมัน  ให้บันทึกที่ดินผืนนี้  เป็นส่วนเกินทุนตามมูลค่าที่ผู้ประเมินราคาอิสระประเมินได้  โดย

เดบิต  ที่ดิน                                             XX

เครดิต  ส่วนเกินทุนจากการค้นพบแหล่งหินน้ำมัน         XX

 

ต้นทุนการกู้ยืม

ต้นทุนการกู้ยืม  หมายถึง  ดอกเบี้ยและต้นทุนอื่นที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของกิจการ  โดยอาจรวมถึง

           1. ดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร  และจากเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาวรวมถึงภาษีที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยดังกล่าวที่ผู้กู้ต้องรับ
               ภาระ

2. จำนวนที่ตัดบัญชีของส่วนลดหรือส่วนเกินที่เกี่ยวกับการกู้ยืม

           3. จำนวนที่ตัดบัญชีของรายจ่ายที่เกี่ยวกับการจัดการกู้ยืม

4. ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เกิดจากสัญญาเช่าทางการเงิน  ที่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี  เรื่องการบัญชีสำหรับสัญญาเช่าระยะยาว

5. ผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศ

การคำนวณต้นทุนการกู้ยืมเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนของสินทรัพย์

 ต้นทุนการกู้ยืมที่อนุญาตให้รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์  ต้องเป็นต้นทุนการกู้ยืมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดหา  การได้มา  การก่อสร้างหรือการผลิตสินทรัพย์ซึ่งเข้าเงื่อนไขซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สามารถหลีกเลี่ยงได้หากกิจการไม่ก่อรายจ่ายขึ้นให้ได้มาเพื่อ สินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข ต้นทุนการกู้ยืมที่เกิดขึ้นจริงระหว่างงวดเกิดจากเงินกู้ที่แยกได้ 2 แหล่งคือ  เงินกู้มาโดยเฉพาะเพื่อจัดหาสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข  และอีกแหล่งหนึ่งคือเงินกู้มาเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป  แต่ไม่นำเงินบางส่วนมาใช้จัดหาสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข  จำนวนต้นทุนการกู้ยืมที่ อนุญาตให้รวมราคาทุนของสินทรัพย์จำนวนต้นทุนการกู้ยืมที่รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ในงวดนั้นต้องไม่เกินจำนวนต้นทุนการกู้ยืมทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นในงวดเดียวกัน 

การเริ่มต้น การหยุดพัก และการสิ้นสุด การรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 33  ได้กำหนดแนวทางการเริ่มต้น  การหยุดพัก  และการสิ้นสุดการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์  ไว้ดังนี้

1. การเริ่มต้นการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์  กิจการสามารถเริ่มต้นคิดต้นทุนการกู้ยืมเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนของสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข  เมื่อเข้าเกณฑ์ทุกข้อง  ดังนี้

1.1 รายจ่ายเกี่ยวกับสินทรัพย์ได้เกิดขึ้น

1.2 ต้นทุนการกู้ยืมได้เกิดขึ้น

1.3 สินทรัพย์อยู่ระหว่างการดำเนินการที่จำเป็นในการเตรียมสินทรัพย์ให้อยู่ในสภาพพร้อม

ที่จะใช้ได้ตามประสงค์หรือพร้อมที่จะขาย

2. การหยุดพักการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์  หากการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อเตรียมสินทรัพย์ให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้ได้ตามวัตถุประสงค์หรือพร้อมที่จะขายต้องหยุดชะงักลงเป็นเวลาต่อเนื่อง  ต้นทุนการกู้ยืมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นไม่อนุญาตให้รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์  เช่น  ถ้าบริษัทยังไม่ได้ปรับพื้นที่โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจไม่อำนวย  จึงได้หยุดพักโครงการไว้ก่อน  โครงการดังกล่าวยังไม่ล้มเกและจะดำเนินการต่อทันทีที่ทำได้  และการดำเนินงานพัฒนาสินทรัพย์ได้หยุดชะงักลง  ดังนั้น  ต้นทุนการกู้ยืมที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นต้องหยุดพักไว้  ห้ามนำไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนของสินทรัพย์

3. การสิ้นสุดการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์  การรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ต้องสิ้นสุดลงเมื่อการดำเนินการส่วนใหญ่ที่จำเป็นในการเตรียมสินทรัพย์ให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้ได้ตามประสงค์ได้เสร็จสิ้นลง  ในกรณีที่งานเหลืออยู่เป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยให้ถือว่าการดำเนินการที่สำคัญนั้นได้เสร็จสิ้นลงแล้ว  เช่น  การตกแต่งสินทรัพย์ตามความต้องการของผู้ซื้อหรือผู้ใช้ซึ่งเป็นงานเพียงอย่างเดียวที่ยังค้างอยู่  ให้ถือว่าสินทรัพย์นั้นได้เสร็จสิ้นลงแล้ว

สำหรับสินทรัพย์ที่สร้างเสร็จเป็นบางส่วนและสามารถใช้งานได้  ขณะที่สินทรัพย์ส่วนอื่นยังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง  ให้หยุดรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ส่วนที่สร้างเสร็จ  หากการดำเนินการส่วนใหญ่ที่จำเป็นในการเตรียมสินทรัพย์บางส่วนให้พร้อมที่จะใช้ได้ตามประสงค์

สิทธิกรณีเงินบำนาญชราภาพ

สิทธิเงินบำนาญชราภาพ

จะได้รับสิทธิก็ต่อเมื่อได้ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ซึ่งสิทธิที่จะได้คือ

-ได้รับเงินบำนาญชราภาพในอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

-กรณีจ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือนให้ปรับอัตราเงินบำนาญชราภาพตามรายการข้างบนอีกในอัตราร้อยละ 1 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือน สำหรับระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน

-กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้จ่ายเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย